ลงทุนหุ้นเหมือนเล่นเกมส์

Click “Like” & share my page on FB at —-> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at —-> http://twitter.com/ThaiDividend

________________________________________________________________

ผมยังเป็นเด็กอยู่ครับ…

พูดกันตรงๆ อายุจริงผมก็ไม่ได้เด็กเท่าไหร่แล้วล่ะครับ แต่ผมมักนึกเสมอว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ หลายครั้งที่ผมเห็นคนที่อายุมากกว่าผม หรือแม้แต่รุ่นราวคราวเดียวกันกับผม มักหลงลืมความเป็นเด็ก คิดแต่จะคร่ำเคร่งกับการงานการเงิน จนลืมมองไปว่า การมองสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนการเล่นอย่างหนึ่ง จะทำให้เรื่องงานเป็นสิ่งที่เพลิดเพลินเจริญใจขึ้นมาได้อีกมากทีเดียว ในเรื่องของการลงทุนก็เช่นเดียวกัน หากใครมองการลงทุนเป็นเพียงเรื่องของตัวเลขและสถิติมากมาย, จริงจังกับการหากำไร, เอาเป็นเอาตายกับการจ้องมองราคาหุ้น ผลที่ได้อาจจะเป็นความเครียดหรือความผิดหวังหากไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนักหากคุณต้องการจะเป็นนักลงทุนไปนานๆ

เทคนิคของผมในการจัดการกับเรื่องนี้ก็คือ การมองการลงทุนเหมือนการเล่นวีดีโอเกมส์ ที่คิดได้แบบนี้เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นวีดีโอเกมส์มากๆ เล่นมันทุกแนวตั้งแต่เกมส์อมตะอย่างมาริโอ้, เกมส์ต่อสู้แบบสตรีท ไฟ้ต์เตอร์ หรือแม้แต่เกมส์ภาษาอย่างตระกูลไฟน่อลแฟนตาซี่ ทั้งหมดผ่านมือผมมาหมดแล้ว

หากจะเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้นให้เหมือนกับการเล่นเกมส์ คงต้องเปรียบเทียบกับเกมส์ภาษา หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Role Playing Game จึงจะเหมาะสม เนื่องจากเกมส์ประเภทนี้ใช้เวลานานในการเอาชนะ จะต้องดำเนินเรื่องให้ถูกต้องตามแนวทางของตัวละครภายในเกมส์ และเราในฐานะคนเล่น จะต้องวางแผนวางกลยุทธ์ จัดเตรียมไพร่พล เพื่อนฝูง ในการที่จะเอาชนะเกมส์ในแต่ละด่านจนไปถึงบอสใหญ่ของเกมส์

เมื่อผมมองไปที่การลงทุนในหุ้นให้เหมือนการเล่นเกมส์ภาษา หุ้นแต่ละตัวของผมก็เหมือนกับไพร่พลที่ผมจะต้องจัดทัพให้ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละสภาพเศรษฐกิจในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อที่จะนำมันบุกเอาชนะบอสใหญ่ของเกมส์คือการไปสู่ความมั่งคั่งทางการเงินในท้ายที่สุด ยามใดที่ผมรู้สึกว่ามีหุ้นตัวใดในทีมที่เริ่มอ่อนแอ ผมก็จะปรับมันออก และพยายามหาหุ้นตัวใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเข้ามาสู่ทีมเพื่อบุกตะลุยต่อไปด้วยกัน

เกมส์ภาษาและเกมส์การลงทุนมีจุดร่วมเดียวกันคือต้องมีระยะเวลาการเล่นค่อนข้างนาน ดังนั้นผมจะไม่กดปุ่ม Reset เพื่อเริ่มต้นเกมส์ใหม่บ่อยๆ แต่ผมจะใช้วิธี Save Game ตามจุดต่างๆ เผื่อหากผมพลาด ผมสามารถจะเริ่มที่จุดที่ตัวเอง Save เอาไว้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มเกมส์ใหม่ทั้งหมด เปรียบเสมือนการรู้จักขายหุ้นเพื่อลดต้นทุนออกไปบ้าง นำเงินทุนของตัวเองออกมา แล้วปล่อยให้กำไรส่วนเกินที่หามาได้ทำหน้าที่ที่เหลือของมันเองต่อไป

ครับ คนไหนที่ไม่ได้เล่นวีดีโอเกมส์อาจไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับบทความนี้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าคนไหนที่พอเข้าใจเรื่องวีดีโอเกมส์อยู่บ้าง ผมก็อยากให้ลองเอาเรื่องนี้ไปเปรียบกับการลงทุนของคุณดู คุณอาจจะจินตนาการไปเลยก็ได้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นพระเอก เป็นตัวละครอะไร และหุ้นตัวไหนเป็นพระรองคอยสนับสนุน

แล้วคุณจะรู้ว่า การลงทุนในหุ้นมันก็สนุกไม่ต่างกับการเล่นวีดีโอเกมส์เลยทีเดียวเชียว!

 ______________________________________________________________________________________________

Click “Like” & share my page on FB at —-> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at —-> http://twitter.com/ThaiDividend

ใครๆก็ “ดอย” ได้

มีคนเคยถามผมว่า “เล่นหุ้นแล้วติดดอยจะทำอย่างไรดี?”

ผมก็ตอบเขาไปว่า “ติดดอยแล้วกลางคืนนอนหลับมั๊ย? ถ้ายังหลับสบายดีก็ปล่อยไป แต่ถ้าไม่…ก็ขายซะเถอะ”

เขาถามต่อว่า “แล้วแกไม่เคยติดดอยเลยรึไง?”

“ติดสิวะ บ่อยด้วย แต่ก็ยังนอนหลับสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก เลยยังไม่ได้ขาย ก็เท่านั้นเอง”

…..

ครับ ใครๆก็ติดดอยได้ทั้งนั้น ปัญหาสำคัญจริงๆแล้วอยู่ที่ว่า “ติดดอยแล้วทำอย่างไร?”

ถ้าคุณอยู่ในอาการ “ติดดอย” ในฐานะนักเก็งกำไร คุณคือคนที่ขายตัดขาดทุนไม่ทัน จนราคาหุ้นลดลงมากถึงจุดที่คุณทำใจไม่ได้ที่จะขายทิ้งที่ราคาปัจจุบัน

แต่ถ้าคุณติดดอยในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณคิอคนที่ซื้อหุ้นในสภาวะที่ตลาด Sideway หรือกระทิง พอเจอหมีตะปบปุ๊บ หุ้นจึงร่วง และด้วยความที่เป็นนักลงทุนระยะยาว คุณจึง “ติดดอย” ไปโดยปริยาย

ในที่นี้ผมจะพูดถึงหลักในการที่จะเอาตัวรอดจากภาวะ “ติดดอย” ซึ่งน่าจะมีดังต่อไปนี้ครับ

1. ต้องมีรายได้ในทางอื่นนอกเหนือจากการซื้อขายหุ้น : รายได้ในทางอื่นก็มีมากมายหลายแบบ เช่น เงินเดือนประจำ, รายได้จากธุรกิจที่ทำอยู่แล้ว, ค่าเช่าที่เก็บได้ หรือแม้แต่เงินปันผลหรือดอกเบี้ยของปีที่ผ่านมาซึ่งยังใช้ไม่หมด ฯลฯ การมีรายได้จากทางอื่นจะทำให้นักลงทุนไม่รู้สึกเครียดจนเกินไปเมื่อหุ้นตก

2. ต้องทำการตรวจสอบหุ้นที่เราลงทุนอยู่อย่างละเอียดอีกครั้ง : หุ้นที่เราลงทุนอยู่นั้นทำธุรกิจมีกำไรหรือไม่, กำไรจะยังดีอยู่หรือไม่ใน 1-2 ปีข้างหน้า และขณะนี้จ่ายเงินปันผลเท่าไหร่ และจะจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ในปีหน้า ถ้าคำตอบมีแต่ใช่กับใช่ ผมเชื่อว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปกังวลกับการติดดอยให้มากนัก

3. เก็บหอมรอมริบ นำเงินมาลงทุนเพิ่ม : อันนี้จะทำได้ต้องผ่าน ข้อ2 เสียก่อน นั่นคือเรามั่นใจว่ากำไรและเงินปันผลของหุ้นที่เรามีอยู่จะไม่ลดลงในปีนี้และปีหน้า ซ้ำยังอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย ถ้าเป็นแบบนี้แปลว่าตลาดหลักทรัพย์กำลังทำโปรโมชั่นลดราคาของดีมีคุณภาพ นักลงทุนก็ควรหาเงินมาลงทุนเพิ่ม

4. รู้จักฝึกสติ ทำสมาธิ และทำจิตใจให้สบาย : อันนี้ใช้ธรรมะเข้าช่วย และไม่ได้แนะนำให้ฝึกฝนเฉพาะช่วงที่ติดดอยเท่านั้นนะครับ แต่ให้ทำทุกเมื่อที่รู้สึกตัวไม่ว่าตลาดจะขึ้นจะลง การมีสติจะช่วยให้เราคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและไม่หวั่นไหวไปกับข่าวทั้งดีและร้ายที่มากระทบการลงทุนครับ

ทั้ง 4 ข้อน่าจะเป็นข้อควรปฏิบัติของนักลงทุนที่ประสบปัญหา “ติดดอย” ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเมื่อมีขึ้นย่อมต้องมีลง และเมื่อมีลงก็ย่อมต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา ขอเพียงแค่เราถือหุ้นที่ทำธุรกิจแล้วมีกำไร และจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านี้นักลงทุนก็สามารถเอาตัวรอดจากอาการ “ติดดอย” ได้

แต่ว่าจะได้ผลตอบแทนมากหรือน้อย อันนี้ผมคงตอบไม่ได้นะครับ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

หุ้นจะขึ้นหรือลง(อย่างยั่งยืน)ได้อย่างไร?

ช่วงปี 2554 เป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตกลงไปต่ำกว่า 1,000 จุดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นดีดฟื้นกลับมาวิ่งเล่นแถวเกือบ 1,100 จุดช่วงกลางปี และในขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่นั้น ดัชนีปรับตัวลดลงไปปริ่มๆจะถึง 1,000 จุดอีกครั้งแล้ว 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่มีการขึ้นลงตลอดเวลานั้น สร้างความรู้สึกให้แก่นักลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกันไป กลุ่มที่เป็นนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นอาจมีความเห็นว่าตลาดปีนี้เล่นยากเหลือเกิน เดาลำบาก ไม่รู้จะเก็งทางไหนดี ส่วนกลุ่มที่เน้น Fund Flow คืออาศัยการเข้าออกของเงินทุนเป็นสำคัญก็ต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด ทั้งวิกฤติหนี้ในยุโรป และปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเรื้อรังที่อเมริกา ส่วนกลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Bottom Up คือเน้นวิเคราะห์เป็นรายบริษัทไปนั้น อาจไม่ได้สนใจภาวะตลาดโดยรวมเท่าไหร่ โดยสนใจเพียงประสิทธิภาพการทำกำไรและสุขภาพของบริษัทที่เราลงทุนเป็นสำคัญก็พอ

เมื่อการวิเคราะห์ต่างกัน การขึ้นๆลงๆของราคาหุ้นของแต่ละคนก็ย่อมมีเหตุผลที่ต่างกัน แต่แบบไหนที่มี “ความยั่งยืน” มากกว่ากัน?

(คำว่ายั่งยืนในที่นี้ มีความหมายว่าเป็นการขึ้นหรือลงของราคาหุ้นที่มีแนวโน้มค่อนข้างถาวร)

การขึ้นลงของราคาหุ้นในมุมมองของนักเก็งกำไรจะมีเรื่องของฝีมือของ “จ้าว” หรือ “เจ้ามือ” เป็นสำคัญ เช่นถ้าหากหุ้นขึ้น นักเก็งกำไรอาจบอกว่าวันนี้เจ้ากำลังไล่ราคา และเมื่อหุ้นลงก็จะระบุว่าหุ้นถูกเจ้า “ทุบ” ดังนั้นในความเห็นของผม การขึ้นลงของราคาหุ้นแบบนี้ไม่มีความยั่งยืนเลย เพราะไปผูกติดอยู่กับความประสงค์ของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เป็น “เจ้ามือ” เท่านั้น การลงทุนโดยหวังว่าหุ้นจะขึ้นด้วยเหตุผลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย หรือถ้าหากมองด้วยสายตาของนักลงทุนที่เน้นการเข้าออกของ Fund Flow หรือ “ฝรั่ง” ก็จะมองว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงได้เมื่อมีการโยกย้ายเงินทุนไปมาในแต่ละตลาดเป็นสำคัญ การเข้าไปเล่นรอบแบบนี้อาจมีเหตุผลรองรับมากกว่าแบบเก็งกำไรล้วนๆ แต่นั่นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการขึ้นลงของราคาหุ้นที่มีความยั่งยืนเพียงพอ เนื่องจากเราต้องไปกะเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่เงินฝรั่งจะเข้าและเมื่อไหร่จะออก เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป

การขึ้นลงของราคาหุ้นที่ผมเชื่อว่ามีความยั่งยืนมากกว่าก็คือการขึ้นลงที่มาจากเหตุผลภายในของตัวธุรกิจแต่ละธุรกิจเอง เช่นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไร หรือการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของเงินปันผล เป็นต้น เพราะการวิเคราะห์การขึ้นลงของหุ้นด้วยเหตุผลแบบนี้ อย่างน้อยที่สุดเราจะพอรู้ว่า “ก้นเหว” ของมันอยู่ที่ไหน เช่น ที่ราคาหุ้น 10 บาท หุ้น A มีการจ่ายเงินปันผลที่ 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield = 6% หากหุ้น A โดนเจ้ามือทุบ, ฝรั่งเทขาย จนเหลือหุ้นละ 5 บาท คิดเป็น Dividend Yield = 12% ซึ่งถือว่ามากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวที่เน้นเงินปันผล อาจรวมถึงกองทุนรวมต่างๆให้เข้ามาลงทุนที่ราคานี้ ดังนั้นเราน่าจะพออนุมานได้ว่าต่อให้ตลาดเลวร้ายอย่างไร หุ้น A ก็ไม่น่าตกเกินกว่า 5 บาทอันเป็นจุดที่ความไม่มีเหตุผลของ Dividend Yield เพิ่มมากเกินไป 

ข้อแม้สำคัญของความยั่งยืนแบบนี้คือตัวธุรกิจของหุ้นนั้นต้องมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วย เพื่อให้ตาข่ายรองรับราคาหุ้นอย่างเช่นเงินปันผลมีความแน่นอน และยิ่งหากมันมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เหมือนเป็นการปรับระดับตาข่ายรองรับราคาหุ้นเหล่านี้ให้สูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร หุ้นเหล่านี้ก็จะยังอยู่รอดปลอดภัย และราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างยั่งยืนครับ

Click “Like” & share my page on FB at —-> http://www.facebook.com/pages/Thai-Dividend/166761113341304?v=wall

or Follow me on Twitter at —-> http://twitter.com/ThaiDividend

 

Entertainment — จาระบี (ลื่นขั้นเทพ) by DJ Suharit

เอาล่ะครับ ระหว่างรอบทความต่อไปที่กำลังจะออกมา ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เอาเพลงมาฝากกันนานแล้ว

วันนี้เลยขอจัดเพลงไทยในจังหวะโจ๊ะๆ มันส์ๆ กันให้ซัก 1 เพลง

เพลงนี้เป็นเพลงของ DJ โต้ สุหฤท สยามวาลา ซึ่งจะว่าไปแล้วพี่เขาก็ไม่ใช่มือใหม่ในวงการเพลงเมืองไทยแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าหลายๆเพลงที่ออกมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะล้ำหน้าคนฟังเกินไปสักหน่อย ทำให้ไม่มีเพลงไหนที่ติดหูคนฟังเพลงสักเท่าไหร่นัก

มาคราวนี้เหมือน DJ โต้ จะเริ่มจับทางถูก เอาสไตล์ Electronic ที่ตัวเองชอบมาผสมป๊อบเล็กๆ ใส่จังหวะร็อกสนุกๆเข้าไปอีกหน่อย เขย่าๆออกมากลายแนวที่ผมคิดว่าจะต้องโดนใจนักฟังเพลงกลุ่มใหญ่ในเมืองไทยแน่นอน

เพลงนี้ที่ปล่อยออกมาชื่อว่า “จาระบี (ลื่นขั้นเทพ)” พูดถึงความกะล่อนของผู้ชายแต่สุดท้ายยังไงก็กลับมาหาตัวจริงของตัวเองอยู่ดี 

ได้ บู้ วง Slur มาช่วยร้องท่อนแยก แล้วได้เสียงใสๆ เพราะๆของนักร้องสาว (ไม่รู้ใช่คนใน MV หรือเปล่า) มาคอรัสให้ บวกจังหวะสนุกๆของเพลง ทำให้เพลงนี้ฟังได้ฟังดีไม่มีเบื่อครับ

ท้ายนี้ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน และตีลังกายันว่าผมชอบเพลงจริงๆ ไม่เกี่ยวกับ MV แต่อย่างใดทั้งสิ้นนะครับ :D

การหามูลค่าหุ้นที่ควรซื้อด้วย Gordon Growth Model

หายหน้าหายตาไปนาน กลับมาครั้งนี้น่าจะถูกใจใครหลายๆคนที่อยากจะรู้ว่า “ควรซื้อหุ้นนี้ที่ราคาไหนดี?”

ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดและเงินปันผลเป็นหลัก คงจะไม่มีสูตรใดที่ดูจะเหมาะสมไปกว่าสูตรที่ใช้เงินปันผลเป็นหลักในการคำนวณ และในครั้งนี้ผมจะเสนอสูตรที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่สามารถใช้งานได้ดีพอสมควรมาให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆนักลงทุนได้ลองนำไปใช้กันนะครับ

สูตร Gordon Growth Model มีอยู่ว่า 

P = D (1+G) / (RE-G)

สำหรับใครที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องเลขก็ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะผมเองก็ตกเลขเป็นประจำ เรียนก็เรียนสายศิลป์มาตลอด ดังนั้นผมจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายนะครับ

P ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เราต้องการหา นั่นก็คือราคาที่เหมาะสมของหุ้นตัวนี้ครับ

D ในที่นี้คือจำนวนเงินปันผลงวดล่าสุดที่บริษัทนี้จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น เช่น ถ้าจ่ายเงินปันผลครั้งล่าสุด 5 บาท ก็เอาเลข 5 ไปแทนค่าตัว D ไว้เลย

G ในที่นี้คืออัตราการเติบโตของเงินปันผลที่เราคาดคะเนไว้ อาจหาได้ด้วยการหาสถิติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังหลายๆปีหน่อย แล้วสังเกตดูว่าเงินปันผลที่บริษัทจ่ายนั้นเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกี่ % ต่อปี แล้วนำเลข % ไปแปลงเป็นเลขทศนิยม เช่น 8% ก็จะเท่ากับ 0.08 ครับ จากนั้นเอา 0.08 ไปแทนค่า G ได้เลยครับ

RE ในที่นี้คืออัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่เราควรจะได้ หรือเรียกว่าต้นทุนของเงินของเรานั่นเองครับ ตรงนี้อธิบายด้วยหลักตรรกะว่าถ้าเราเอาเงินไปซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้แล้วได้ดอกเบี้ย 5-6% ต่อปี การลงทุนในหุ้นก็ควรจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่านั้น ดังนั้นการที่เราจะตัดสินใจโยกเงินมาลงทุนในหุ้นก็เท่ากับมีค่าเสียโอกาสแล้ว 5-6% นั่นเอง ตัว RE นี้จึงค่อนข้างจะขึ้นอยู่กับแต่ละตัวบุคคลนะครับว่ามองค่าเสียโอกาสของเงินของตัวเองไว้มากแค่ไหน โดยส่วนตัวผมจะตั้งไว้ที่ประมาณ 12-15% ครับ เพื่อความอนุรักษ์นิยมครับ เอาเป็นว่าในกรณีนี้เราตั้งไว้ที่ 12% เมื่อแปลงเป็นทศนิยมก็จะได้เท่ากับ 0.12 ไปแทนค่า RE ครับ

เมื่อเราได้ตัวเลขทั้งหมดแล้วและนำไปแทนค่าในสูตร ก็จะออกมาเป็น

P = 5 (1 + 0.08) / (0.12 - 0.08)

ค่อยๆทำในวงเล็บก่อน 

P = 5 (1.08 / 0.04)

ทำในวงเล็บก่อนอีกที

P = 5 x 27 

P = 135 บาท

เพราะฉะนั้น จากสูตรคำนวณดังกล่าว ถ้าบริษัทจ่ายเงินปันผลงวดล่าสุดที่ 5 บาท และคาดว่าเงินปันผลน่าจะเติบโตปีละ 8% ไปเรื่อยๆโดยเฉลี่ย โดยที่เราตั้งอัตราผลตอบแทนขึ้นต่ำ หรือเป็นค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนของเราไว้ที่ 12% ราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 135 บาทนั่นเองครับ

คำแนะนำข้อควรระวัง

1. ไม่มีบริษัทไหนที่จะมีเงินปันผลเติบโตขึ้นในอัตราสูงๆได้ตลอดไป ดังนั้นไม่ควรตั้งอัตราเติบโตของเงินปันผลไว้สูงนัก ใครที่อนุรักษ์นิยมมากอาจตั้งไว้ที่ 3-4% ก็พอก็เป็นได้

2. ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนของเงินลงทุนของเราก็จะสูงขึ้นด้วยนะครับ เพราะพันธบัตรและหุ้นกู้ก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามดอกเบี้ยครับ

3. เมื่อคำนวณหา P ได้แล้ว ถ้าจะให้ดี ควรคิดลดเผื่อความผิดพลาดไว้ด้วยครับ (Margin of Safety) เช่น จากตัวอย่างข้างบนถ้าเราอยากได้ Margin of Safety ซัก 25% ก็เอา 135 บาทตั้งแล้วลดราคาลงไป 25% ก็จะเหลือ 101.25 บาทครับ วิธีการจะทำให้เรามั่นใจในความปลอดภัยของการลงทุนมากยิ่งขึ้นนะครับ